ตามความเชื่อที่ว่าแต่เดิมขอมปกครองเมืองนี้มาก่อน
ยังปรกกฏในตำนานนิทานพื้นบ้านเล่าสืบกันมาจนทุกวันนี้คือ
ตำนานฟานด่อนหรือเก้งเผือกและนิทานเรื่องกะฮอกด่อน หรือกระรอกเผือก ตำนานฟานด่อนเป็นตำนานที่ปรากฏอยู่ในหนังสืออุรังคนิทาน
เป็นเรื่องอธิบายสาเหตุที่เมืองเก่าซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณท่านางอาบ บ้านท่าศาลา
บ้านน้ำพุ
ริมหนองหารถล่มล่มลงในหนองหารและแล้วมีการสร้างเมืองใหม่ขึ้นที่บริเวณธาตุเชิงชุมอีกฝั่งหนึ่งของหนองหาร
โดย พระยาสุวรรณภิงคารโอรสพญาขอมตำนานเรื่องนี้ ยังมีความสอดคล้องกับชื่อหมู่บ้านอีกหลายแห่งริมหนองหารจึงทำให้ผู้คนเชื่อว่าเป็นเรื่องจริงจนถือกันว่า
เมื่ออยู่ในหนองหารไม่ควรพูดถึงเรื่องนี้จะได้รับอันตราย เรือจะล่ม ถูกเงือกทำร้าย หรือหาปลาไม่ได้ผล
ในส่วนนิทานกะฮอกด่อนแม้ว่าจะเป็นการอธิบายการเกิดหนองน้ำขนาดใหญ่ทั่วไปก็ตาม
แต่ชาวสกลนครก็เชื่อว่านิทานเรื่องนี้เป็นที่มาของการถล่มทลายหนองหาร
ซึ่งเกิดการกระทำของพญานาค
หนองหาร
ที่ตั้งและอาณาเขต
หนองหาร จังหวัดสกลนคร
เป็นแหล่งน้ำธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตั้งอยู่ประมาณเส้นรุ้งที่
107 องศา 6 ลิปดาเหนือ
กับเส้นแวงที่ 104 องศา 8 ลิปดาตะวันออกถึง
104 องศา 18 ลิปดาตะวันออก
สูงจากระดับน้ำทะเลเฉลี่ยปานกลางประมาณ 158 เมตร
ความกว้างประมาณ 7 กิโลเมตร ยาว 18 กิโลเมตร พื้นที่รวมทั้งสิ้น 123 ตารางกิโลเมตร
ครอบคลุมเขตการปกครองเทศบาลเมืองสกลนคร กับอีก 10 ตำบล
ของอำเภอเมืองสกลนครและอำเภอโพนนาแก้ว ได้แก่ ตำบลธาตุเชิงชุม ตำบลธาตุนาเวง ตำบลเชียงเครือ ตำบลท่าแร่ ตำบลนาแก้ว ตำบลบ้านแป้น
ตำบลนาตงวัฒนา ตำบลม่วงลายตำบลเหล่าปอแดง และตำบลงิ้วด่อน
หลักฐานทางโบราณคดีบริเวณหนองหาร
จังหวัดสกลนคร
เป็นจังหวัดที่อยู่ในภาคอีสานตอนบน ในบริเวณที่เรียกว่า “แอ่งสกลนคร” โดยมีแนวเทือกเขาภูพานเป็นแนวยาวทางทิศเหนือ ทิศตะวันตกและทิศใต้ มีพื้นที่ราบอยู่ทางทิศตะวันออกลาดเอียงเข้าสู่ชายฝั่งแม่น้ำโขง
สกลนครจึงนับว่าเป็นแหล่งที่มีความอุดมสมบูรณ์
จึงเป็นแหล่งอาศัยของมนุษย์มาหลายยุคหลายสมัย
ต่อเนื่องมานับตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ดังปรากฎหลักฐานทางโบราณคดีที่สำคัญ
เช่น ภาพสลักผาหินที่ถ้ำผายนต์ หรือ ถ้ำผาลาย
ถ้ำพระด่านแร้ง และภาพเขียนสีก่อนประวัติศาสตร์ที่ถ้ำผักหวาน
นอกจากนี้ยังปรากฎหลักฐานเกี่ยวกับภาชนะเครื่องใช้ เครื่องปั้นดินเผาต่างๆ
ตลอดจนเครื่องสำริด และเครื่องโลหะ
ซึ่งจากหลักฐานเครื่องมือเครื่องใช้ของคนก่อนประวัติศาสตร์ที่พบในจังหวัดสกลนครนี้เชื่อว่ามีอายุร่วมสมัยเดียวกันกับวัฒนธรรมบ้านเชียง
และนอกจากนี้ยังปรากฏหลักฐานทางด้านโบราณคดีจำนวนมากตั้งแต่สมัยทวารวดีโดยมีการพบใบเสมาหิน พระพุทธรูปสมัยทวารวดีกระจายอยู่ทั่วไปซึ่งอยู่ราวพุทธศตวรรษที่ 15
- 16 ซึ่งได้รับอิทธิพลศิลปะจากขอมเช่นปราสาทพระธาตุนารายณ์เจงปราสาทพระธาตุภูเพ็ก
ปราสาทบ้านพินนา
ศิลาจารึกอักษรขอมที่วัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหารจากประวัติและหลักฐานความเป็นมาของจังหวัดสกลนครดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าชุมชนโบราณในบริเวณพื้นที่นี้มีการทิ้งร้างไม่อยู่ระยะหนึ่งจนกระทั่งในช่วงพุทธศตวรรษที่19เป็นต้นมาจนถึงพุทธศตวรรษที่ 24 ชุมชนนี้จึงได้รับอิทธิพลพุทธศาสนาและมีการอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานอีกครั้งหนึ่ง
ลักษณะทางกายภาพของหนองหารสกลนคร
เป็นแหล่งน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่มีน้ำเต็มอยู่ตลอดปีเนื่องจากเป็นแหล่งริมน้ำจากลำน้ำหลายสาย
ทำให้เป็นแหล่งอาหารที่สำคัญของชุมชนนี้
จึงเป็นที่สร้างบ้านแปลงเมืองนี้ตั้งแต่อดีต จนถึงปัจจุบันดังที่ปรากฎหลักฐานทางด้านโบราณคดีตำนานและบันทึกทางประวัติศาสตร์ได้ขนานนามชุมชนนี้ว่าเมืองหนองหารหลวง
” พื้นที่โดยรอบหนองหารยังปรากฎร่องรอยการตั้งถิ่นฐานย้อนหลังขึ้นไปจนถึงยุคก่อนประวัติศาสตร์
ดังรายละเอียด ดังนี้
เกาะดอนสวรรค์ใหญ่ อำเภอเมืองสกลนคร เป็นดอนใหญ่ที่สุดในหนองหารอยู่ห่างจากฝั่งด้านสถานีประมงจังหวัดสกลนคร
ประมาณ 7 กิโลเมตร
ทางด้านทิศใต้ของดอนจะอยู่ใกล้กับบ้านพักของประมงจังหวัดสกลนครมีรากฐานศาสนสถานเก่า
ขนาดไม่ใหญ่โตนัก 1 แห่ง ก่อด้วยศิลาแลง ขนาดกว้างประมาณ 39.40
เซนติเมตร ยาว 50 เซนติเมตร
หนา 12 เซนติเมตร รอบ ๆ บริเวณซากศาสนสถานมีศิลาแลง
กระจายเกลื่อนอยู่มากมาย บนซากฐานแลงมีร่องรอยการก่อสร้างเป็นศาสนสถานด้วยอิฐในรุ่นหลังและมีชิ้นส่วนของเสา
8 เหลี่ยมก่อด้วยอิฐฉาบปูนหักตกอยู่ด้วยอีก 2 ชิ้นถัดจากซากศาสนสถาน ไปทางเหนือเล็กน้อยเป็นศาลาโถง
สร้างใหม่ด้วยไม้เป็นที่ประดิษฐาน รอยพระพุทธบาท ยาวประมาณ 135 เซนติเมตร สลักรอยพระพุทธบาทเป็นมงคล 108 ซึ่งเข้าใจว่านำโบราณวัตถุในสมัยรัตนโกสินทร์ส่วนในสุดของศาลาโถงมีชิ้นส่วนพระพุทธรูปปั้นด้วยปูนขาวที่ได้รับการซ่อมแซมใหม่แล้ว
2 องค์
ดอนสวนหมาก
อำเภอเมืองสกลนคร เป็นดอนเล็ก
ๆ อยู่ห่างจากดอนสวรรค์ใหญ่ไปทางทิศใต้ประมาณ 3-4 กิโลเมตร ทอดยาวไปตามแกนแนวเหนือ-ใต้
ผงเศษภาชนะดินเผามีทั้งชนิดลายเชือกทาบ ลายขูดขีดและแบบยังเรียบทาสลับสีต่าง ๆ
ความหนาต่าง ๆ กัน หลายชิ้นมีลักษณะร่วมสมัยรุ่นเดียวกับบ้านเชียง
และบางชิ้นก็น่าจะอยู่ในสมัยทวารวดี
และอื่น ๆ ด้านทิศใต้ของดอน
พบว่ามีซากฐานศาสนสถานก่อด้วยศิลาแลง
และหินทรายประกอบกันพอสังเกตเห็นได้ว่าเป็นส่วนมุมของสิ่งก่อสร้างอย่างค่อนข้างชัดเจนถึง
2 จุดด้วยกัน
ด้านเหนือของซากศาสนสถานหลักเสมาหินทรายโผล่เหนือผิวดินขึ้นมาประมาณ 15 เซนติเมตร หนาประมาณ 15 เซนติเมตร
เห็นรอยสลักเป็นยอดแกนสถูปทั้งสองด้าน
บ้านคูสนาม
ตำบลงิ้วด่อน อำเภอเมืองสกลนคร
ตั้งอยู่ระหว่างละติจูดที่
17 องศา 06 ลิบดา 27
ฟิลิปดาเหนือ และลองติจูด 104 องศา 10 ลิปดา 18 ฟิลิปดาตะวันออก สภาพพื้นที่เป็นที่ราบลุ่ม
จากภาพถ่ายทางอากาศแหล่งชุมชนโบราณจะอยู่กึ่งกลางหมู่บ้าน
มีคันดินชั้นเดียวล้อมรอบ กว้างประมาณ 300 เมตร ยาวประมาณ 500
เมตร ลักษณะคล้ายเป็นสระเก็บน้ำ ในฤดูแล้งมากกว่าจะเป็นคูเมือง
อย่างไรก็ตามเนื่องจากเป็นที่ลุ่มน้ำท่วมถึงและไม่มีเนินดินที่แสดงว่าใช้เป็นที่ฝังศพ
จึงไม่พบหลักฐานเครื่องมือเครื่องใช้ ในการดำรงชีวิตและพิธีกรรม
หลักฐานที่สำคัญได้แก่ โบสถ์แบบล้านช้างปรากฎอยู่ในบริเวณที่สร้างโบสถ์ใหม่
ในปัจจุบันดินบางส่วนถูกบุกรุกเป็นเขตไร่นาของชาวบ้านที่มีที่ดินใกล้ชิดบริเวณที่
เช่น คูสนาม
บ้านโพธิ์ศรี
ตำบลงิ้วด่อน อำเภอเมืองสกลนคร บ้านโพธิ์ศรีอยู่ห่างจากบ้านคูสนามประมาณ
4 กิโลเมตร จากภาพถ่ายทางอากาศ บ้านโพธิ์ศรีมีคันดิน
เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดใหญ่ ชาวบ้านเรียกคันดินนี้ว่า “คูขวางคูซอย”
พื้นที่กว้างประมาณ 500 เมตร ยาวประมาณ 900
เมตร สูง 1.50 เมตร ความกว้างของสันคูประมาณ 10
เมตร อย่างไรก็ตาม ลักษณะของคันดินดังกล่าวเชื่อว่าอาจใช้กักเก็บน้ำเพื่อการเพาะปลูกในชุมชนแห่งนี้มากกว่าเป็นคูเมือง
ในด้านหลักฐานโบราณคดีอื่นๆชาวบ้านได้ขุดพบไหน้ำอ้อยและไหสีขาวอ่อน
พบโครงกระดูกที่มีขนาดใหญ่ในบริเวณทิศตะวันออกเฉียงเหนือของหมู่บ้าน
พบไหบรรจุกระดูกซึ่งคาดว่าคงเป็นการฝัง 2 ครั้ง คือนำผู้ตายมาฝั่งในหลุมศพจนเน่าเปื่อยแล้วนำกระดูกบรรจุไหฝังอีกครั้งหนึ่งซึ่งเป็นประเพณีฝังศพของคนสมัยก่อนประวัติศาสตร์
บ้านหนองสระ ตำบลดงชน
อำเภอเมืองสกลนคร ตั้งอยู่ริมหนองหารสกลนคร
ทางทิศใต้เป็นเนินดินยาวชาวบ้านขุดพบภาชนะลายเชือกทางอย่างหยาบ ๆ
โครงกระดูกมนุษย์เครื่องประดับสำริด และเครื่องมือเหล็ก ในระดับ 1.50 เมตร บริเวณนี้ไม่พบภาชนะเขียนสีแบบบ้านเชียง ที่พบที่บ้านม่วงตำบลห้วยยาง
อำเภอเมืองสกลนครแต่บรรดาเครื่องปั้นดินเผาและโบราณวัตถุอื่นมีลักษณะเหมือนกันกับที่บ้านม่วง
บ้านนาดอกไม้
ตำบลธาตุนาเวง อำเภอเมืองสกลนคร เป็นเนินดินยาว
อยู่ริมหนองหารสกลนคร ทางซีกตะวันตกพบโครงกระดูกภาชนะลายเชือกทาบอย่างหยาบ ๆ
เครื่องประดับสำริด ลูกปัดแก้วและเครื่องมือเหล็กในระดับ 1.50 เมตร แต่ไม่พบภาชนะเขียนสีแบบบ้านเชียง จากการพบแหล่งโบราณคดีนี้
บ้านนาดอกไม้ บ้านหนองสระ และบ้านม่วง ซึ่งล้วนแต่กระจายอยู่ริมขอบหนองหารสกลนคร
ทำให้ตระหนักว่าแหล่งเหล่านี้น่าจะเป็นแหล่งก่อนประวัติศาสตร์
ที่มีทั้งความสัมพันธ์กับวัฒนธรรมบ้านเชียงและแตกต่างจากบ้านเชียง
บ้านท่าลาด
ตำบลเหล่าปอแดง อำเภอเมืองสกลนคร
ตั้งอยู่ริมหนองหารสกลนครด้านทิศใต้
เป็นบริเวณที่พบเศษเครื่องปั้นดินเผาลายเชือกทาบแบบหยาบ
ๆแต่ไม่พบโครงกระดูกมนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์ พบเนินดินที่มีการสร้างศาสนสถาน
ในสมัยทราวดีตอนปลาย และลพบุรีเรื่อยมาจนถึงสมัยล้านช้าง โบราณสถานที่สำคัญ ได้แก่
เนินดินที่มีเสมาหินปักล้อม ในเขตวัดท่าวัดเหนือ เป็นเสมาขนาดเล็กที่มีการสลักเป็นพระสถูป
หรือลวดลายที่เป็นสัญลักษณ์ทางพุทธศาสนาพบฐานวิหารก่อด้วยศิลาแลงและอิฐ
พบพระพุทธรูปแบบทวาราวดี
ตอนปลายและแบบลพบุรีและฐานพระพุทธรูปศิลาขนาดใหญ่ในสมัยล้านช้าง
มีการสร้างโบสถ์ฐานก่อด้วยอิฐในบริเวณนี้หลายแห่งหลักฐานด้านโบราณคดีที่บ้านท่าวัด
เป็นประจักษ์พยานให้เห็นว่าชุมชนในบริเวณรอบ ๆ หนองหารสกลนครนี้
ได้พัฒนาเข้าสู่สมัยที่มีการนับถือพระพุทธศาสนาในสมัยทวาราวดีตอนปลายก่อนที่จะมีการสร้างเมืองหนองหารหลวงขึ้นริมหนองหารสกลนคร
และมีการสร้างศาสนสถานแบบขอมในสมัยลพบุรี
บริเวณรอบๆหนองหาร จัดเป็นสวนสุขภาพขนาดใหญ่
เีรียกว่าสวนสมเด็จพระศรีนครินทร์
หรือที่รู้จักกันทั่วไปในชื่อสระพังทองจัดเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ มีพรรณไม้นานาชนิด
สวนหย่อมสวยงาม เหมาะแก่การออกกำลังกายและพักผ่อนหย่อนใจ
นิทานเรื่องฟานด่อน
เดิมเมืองสกลนครปรากฏนามว่า
เมืองหนองหารหลวง ซึ่งมีอดีตนิทานแห่งองค์สัมมาสัมพุทธโคดม
บรมครูเจ้าของเราเมื่อศาสนาพระเจ้ากัสสป ขุนขอมราชบุตรเจ้าเมืองอินทปัฐนคร
ได้พาครอบครัวบ่าวไพร่ของตนมาสร้างเมืองขึ้นที่ริมหนองหารหลวง ตรงท่านางอาบสมมุตินามว่าเมืองหนองหารหลวง
ขุนขอมได้เป็นเจ้าเมืองขึ้น
กับเมืองอินทปัฐนครขุนขอมมีราชบุตรคนหนึ่งชื่อสุรอุทกกุมาร คือ
เมื่อวันประสูติมีอัศจรรย์บังเกิดขึ้นมีน้ำ พุเกิดขึ้นในที่ใกล้กับเมืองนั้น
บิดาจึงให้นามว่า ซ่งน้ำพุ ต่อมาพอพระชนม์ของเจ้าสุรอุทก จำเริญวัฒนาครบ ๑๕ พรรษา ขุนขอมผู้เป็นบิดาถึงแก่กรรม
ฝ่ายกรมการราษฎร
พร้อมกันเชิญเจ้าสุรอุทกขึ้นเป็นเจ้าเมือง สมมุตินามว่า พระยาสุรอุทก พระยาสุรอุทก
ปกครองบ้านเมืองต่อมามีบุตรชายสององค์ องค์พี่ปรากฏนามว่าเจ้าภิงคาร
องค์น้องปรากฏนามว่า เจ้าคำแดง ในวันหนึ่งพระยาสุรอุทก
มีคำสั่งให้เสนาข้าราชการจัดรี้พลโยธาออกตรวจอาณาเขตบ้านเมืองของตน
ครั้นตรวจไปถึงปากน้ำมูลนที
ซึ่งเป็นเขตติดต่อกับเขตอินทปัฐนคร
เสนาข้าราชการทูลชี้แจงว่าที่นี้เป็นที่
แบ่งเขตเมืองหนองหารหลวงกับเมืองอินทปัฐนครตามลำน้ำมูลนทีจรดดงพระยาไฟ ขุนขอมซึ่งเป็นบิดาของพระองค์
กับเจ้าเมืองอินทปัฐนครได้มอบอำนาจให้ธนมูลนาค เป็นผู้รักษาอาณาเขตต่อไป
พระสุรอุทกทรงพิโรธว่า
ปู่กับบิดามอบอำนาจให้ธนมูลนาค ซึ่งเป็นสัตว์เดรัจฉานรักษาอาณาเขตบ้าน
เมืองยังไม่สมควร พระยาสุรอุทกชักพระขรรค์คู่กำเนิด ออกทำฤทธิ์ไต่ไปบนห้วงน้ำมูลนทีและแกว่งพระขรรค์
แสดงฤทธิ์ข่มขู่ ธนมูลนาคโกรธก็ทำฤทธิ์แสดงตนให้พระยาสุรอุทกเห็นเป็นอัศจรรย์ต่าง
ๆ นานา ในขณะนั้น การแสดงฤทธิ์ต่างคนต่างไม่หยุดหย่อนท้อถอยซึ่งกันและกัน
พระยาสุรอุทกก็ยกรี้พลโยธากลับบ้านเมืองของ
ตน ฝ่ายธนมูลนาคก็ยังไม่ลืมความโกรธ จึงจัดกำลังโยธาเพื่อนงูทั้งหลายที่อยู่ในอำนาจของตนติดตามพระยาสุรอุทกไปถึงหนองหารหลวง
สำแดงฤทธิ์พลโยธาทั้งหลายให้เป็นฟานเผือกขาวงามบริสุทธิ์ทุกตัวเดินผ่าน
เมืองไปที่โพธิ์สามต้น ชาวเมืองทั้งหลายเห็นจึงนำเหตุขึ้นกราบเรียนพระยาสุรอุทก
พระยาสุรอุทกไม่มีความตรึกตรองอย่างหนึ่งอย่างใด
สั่งให้นายพรานทั้งหลายไปช่วยกันล้อมจับเป็นมาถวาย ถ้าจับไม่ได้ให้จับตาย
นายพรานรับคำสั่งแล้วพร้อมทั้งราษฎรหลายคนติดตามไปจนถึงโพธิ์สามต้น
จึงพบฝูงฟานเผือก นายพรานจัดคนเข้าล้อมฝูงนาคที่สำแดงตัวเป็นฟาน
ฟานต่างหลบหนีกำบังตัวหายไป ยัง อยู่แต่ธนมูลนาคตัวเดียว
ธนมูลนาคทำทีหลอกล่อนายพรานกับกำลังโยธาเข้าไปในป่าพอถึงหนองบัวสร้าง
นาคฟานก็ทำทีเป็นเจ็บขานายพรานกับพวกก็เข้าล้อมจะจับเอาเป็นก็ไม่ได้
จึงยิงด้วยหน้าไม้อันมีลูกปืนผสม ด้วยยาพิษ ลูกปืนถูกฟานเผือกเข้าที่สำคัญ
ธนมูลนาคคิดว่าจะสู้รบกับพลไม่รู้เดียงสาก็เสียฤทธิ์จึงสูบเอาดวงจิตออกจากกาย
ฟานเผือกก็ถึงแก่ความตายพอฟานเผือกตายแล้ว
พระยานาคก็ทำฤทธิ์ให้ร่างกายฟานเผือกใหญ่โตเท่ากับช้างสาร
ฝ่ายนายพราน เห็นได้ที
ก็ให้กำลังโยธาเจ้ายกหามเอาซาก..ฟานเผือกยกก็ไม่ไหวโดยความหนักเกินประมาณ
นายพรานก็จัดกำลังเข้าลากเอา..ฟานเผือกลงมาทางโพธิ์สามต้น ครั้นถึงริมหนองหารหลวง
จะชักลากซาก..ฟาน เผือกสักเท่าใดก็ไม่ไหวจริง ๆ
นายพรานจึงใช้ม้าเร็วนำเหตุไปกราบเรียนพระยาสุรอุทก
พระยาสุรอุทกมีคำสั่งให้เอาเนื้อมาถวาย
นายพรานพร้อมโยธาและพลเมืองโดยมากเข้าเถือเนื้อฟานเผือก
๓ วัน ๓ คืน ก็ไม่หมด
เนื้อฟานยังงอกทวีขึ้นเสมอจนคนในเมืองได้รับประทานทั่วกันฝ่ายพระยาสุรอุทกได้รับประทานเนื้อฟานเผือกก็มีความยินดีปรีเปรมเกษมสุข
เพราะเป็นเนื้อที่มีรส หวานอร่อยดีกว่าเนื้อสัตว์ต่าง ๆ
ฝ่ายพระยานาคเมื่อรวบรวมกำลังโยธาได้แล้วก็ยังไม่หายความโกรธ
พากัน ทำฤทธิ์มุดลงไปในน้ำหนองหารหลวง พอเวลากลางคืนคนในเมืองนอนสงัดเงียบดี
พระยานาคกับกำลังรี้พล ขุดแผ่นดินเมืองให้ล่มลงเป็นน้ำเจือหนองหารหลวง
พระยานาคก็ตรงเข้าจับพระยาสุรอุทกได้
ก็พารี้พลผูกด้วยบ่วงบา..พันธนาการชักลากลงไปที่ธนนทีแม่น้ำโขง
พระยานาคพารี้พลชักลากพระยาสุรอุทก เลี้ยวไปงอ มาคดไปอ้อมมา เพื่อจะทรมานร่างกาย
ให้พระยาสุรอุทกถึงแก่ความตายโดยลำบากเวทนา พอถึงแม่น้ำโขง
พระยาสุรอุทกก็ถึงแก่มรณะภัย พระยานาคก็เอา พระยาสุรอุทก ไปถวายเจ้าเมืองอินทปัฐ
ซึ่งเป็นเชื้อสาย วงศ์เดิม
ฝ่ายเมืองหนองหารหลวง
เจ้าภิงคาร เจ้าคำแดง กับญาติวงศ์ข้าราชการ ชาวประชาชนซึ่งรู้สึกตัวก่อนจมน้ำ
ก็ต่างคนต่างว่ายน้ำออกไปอาศัยอยู่ตามเกาะดอนกลางหนองหาร (ซึ่งชาวบ้านเชื่อว่า
เกาะดอนสวรรค์) ซึ่งเหลือจากกำลังนาคทำร้ายไม่หมด
เจ้าภิงคารเจ้าคำแดงก็พาญาติวงศ์บ่าวไพร่ ขี่แพข้ามมาตั้งพักพลกำลังโยธาอยู่ที่โพนเมือง
ริมหนองหารหลวงข้างทิศใต้ เจ้าภิงคารเจ้าคำแดง พร้อมด้วยเสนาอำมาตย์
ไปตรวจหาชัยภูมิที่จะตั้งบ้านสร้างเมือง เห็นว่าคูน้ำลอดเชิงชุมเป็นที่ชัยภูมิดี
และเป็นที่ประชุมรอยพระพุทธบาทด้วย เจ้าภิงคารจึงตั้งสัตย์อธิษฐานว่า
ข้าพเจ้าจะพาครอบครัวมาตั้งบ้านสร้างเมืองขึ้นที่ภูน้ำลอดนี้
เพื่อปฏิบัติรอยพระพุทธบาทด้วย ขอให้เทพยดาผู้มีฤทธิ์
จงช่วยอภิบาลบำรุงให้บ้านเมืองวัฒนาถาวรต่อไป
ในขณะนั้นมีพญานาคตัวหนึ่ง
ชื่อว่าสุวรรณนาค ซึ่งเป็นผู้รักษารอยพระพุทธบาท
ทำฤทธิ์เกล็ดเป็นทองคำผุดขึ้นมาจากพื้นพสุธาดล อภิเศกให้เจ้าภิงคารเป็นเจ้าเมืองหนองหารหลวง
ให้พระนามว่าพระยาสุวรรณภิงคาร
ก็ได้ราชาภิเษกกับพระนางนารายณ์เจงเวงราชธิดาของเจ้าเมืองอินทปัฐนครเป็นเอกมเหสี
พระยาภิงคารได้ครองบ้านเมืองโดยสวัสดิภาพ
หนทางที่พระยาธนมูลนาค ชักลากพระยาสุรอุทกลงไปหาแม่น้ำโขงนั้น
ก็กลายเป็นคลองน้ำไหลจากหนองหารหลวงตกแม่น้ำโขง คนทั้งหลายจึงเรียกคลองนั้นว่า
คลองน้ำกรรม (หรือที่เรียกกันว่า ลำน้ำก่ำ) เพราะพระยานาคทรมาน ทรกรรมพระยาสุรอุทก
ให้ถึงแก่มรณะภัยที่นั้น ส่วนหนทางที่นายพรานกับชาวเมือง ชักลาก..พฟานเผือกลงมา
ก็กลายเป็นคลองน้ำไหลตกลงในหนองหารหลวง คนทั้งหลายเรียกคลองนั้นว่า
คลองน้ำลาก
คลองน้ำลาก
ฝ่ายเมืองหนองหารน้อย
ไม่มีผู้ครองบ้านเมือง
เสนาอำมาตย์จึงทำพิธีอธิษฐานเสี่ยงราชรถหาผู้ครองบ้านเมืองต่อไป
รถอันเทียมด้วยม้ามีกำลังก็พามาสู่หนองหารหลวง ราชรถเข้าไปเกยที่วังเจ้าคำแดง เสนาอำมาตย์จึงทูลเชิญเจ้าคำแดงไปเป็นเจ้าเมืองหนองหารน้อย
เมืองหนองหารน้อยกับเมืองหนองหาร หลวงจึงเป็นไมตรีพี่น้องกัน
คติ/แนวคิด
นิทานเรื่องฟานด่อนหรือเก้งเผือกให้แนวคิดและคติหลายประการ เช่น
1. แนวคิดเรื่องสัตว์มีฤทธิ์ ในหมู่ชนกลุ่มที่อาศัยตามที่ลุ่ม มีแหล่งน้ำขนาดใหญ่
เชื่อว่ามีสัตว์ที่สำคัญ คือพญานาค
พญานาคอาจแสดงฤทธิ์ทำให้พื้นดินกลายเป็นห้วยหนองคลองบึงก็ได้ การเกิดหนองหารหลวง
ซึ่งกว้างใหญ่เกิดจากพญานาคถล่มเมืองเดิมให้จมลงในหนองน้ำ
ซึ่งเป็นการอธิบายการเกิดหนองน้ำของคน สมัยโบราณ
2. เพื่อให้สมจริง นิทานพื้นบ้านเรื่องนี้ได้เขียนชื่อสถานที่ให้สอดคล้องกับชื่อในนิทานและชื่อหมู่บ้าน
เช่น บ้านหนองบัวสร้าง บ้านโพธิ์สามต้น บ้านโพนเมือง ลำน้ำก่ำ เป็นต้น
ทำให้ผู้อ่านเกิดความรู้สึกสนุก
สนานที่มีชื่อบ้านเมืองปรากฏในนิทานและเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง
3. เป็นการบอกให้ทราบถึงวัฒนธรรมการกินของชาวอีสานที่ชอบรับประทานเนื้อสัตว์
เช่น เก้ง แต่ใน ขณะเดียวกันสัตว์ที่มีลักษณะประหลาด เช่น สัตว์มีสีขาวเผือก
หากรับประทานจะมีโทษต่อร่างกายและสังคม เกิดความหายนะได้
ความเชื่อเช่นนี้ทำให้ชาวอีสานถือว่าหากมีสัตว์ประหลาดเช่นนี้เข้าหมู่บ้านต้องทำพิธีขับ
ไล่เสนียดจัญไร
ไล่เสนียดจัญไร
4. เป็นการบอกให้ทราบว่า
แต่เดิมชุมชนในสกลนครเป็นชนกลุ่มขอมมาปกครองก่อนที่จะมีชนกลุ่มอื่น ๆ
เข้ามาอาศัยในเวลาต่อมา
http://www.sakonnakhon.go.th
.jpg)
.jpg)
.jpg)

.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)